วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2556

เทคโนโชว์เคสเคสเคสเคส

Techno show case คืออะไร?

จุดเริ่มต้นมาจากไหน?

ทำไปแล้วได้อะไร?




จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่อาจารย์ประจำวิชาอยากให้มีการจัดงานนี้เกิดขึ้น


การคุยงาน วางแผน ผิดพลาด แก้ไข ลงมือปฏิบัติ ผิดพลาด แก้ไข ผิดพลาด แก้ไข ผิดพลาด แก้ไข


วนเวียนไปอย่างนี้เกือบทุกวัน จนถึงวันจัดงานก็ยังมีความผิดพลาด และก็ต้องแก้ไขเฉพาะหน้าต่อไป


แต่ความผิดพลาดไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป หากไม่มีการผิดพลาด จะไม่รู้เลยว่างานของเรามันเป็นอย่างไร


ถึงแม้ความผิดพลาดจะทำให้เราต้องเหนื่อย ต้องมาแก้ไข ปรับปรุง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า


แต่มันก็ทำให้ได้เรียนรู้ที่จะผิดพลาด เพื่อแก้ไข ให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุดเท่าที่เวลาและความสามารถจะทำได้




จากความผิดพลาดต่างๆ ทำให้งานนี้ออกมาค่อนข้างเหนือความคาดหมาย

หลังจบงานทุกคนมีดูภูมิใจกับผลตอบรับ ถึงมันจะไม่เต็ม100% แต่ทุกคนก็ยิ้มได้



นั่นเพราะอะไร?


ทุกคนคงมีคำตอบของตัวเองอยู่ในใจ


แต่สำหรับฉันแล้ว เพราะเป็นงานที่พวกเราสร้างขึ้นมาด้วยมือของพวกเราเอง

พวกเราเริ่มจากศูนย์ ค่อยๆขยับขึ้นไป ในบางครั้งก็หล่นไปเหมือนกลับสู่จุดเริ่มต้น

แต่มือของพวกเราก็ช่วยกันผลักดัน ช่วยกันดึง ให้มันกลับขึ้นมาอยู่ที่สูง

จนออกมาเป็นรูปเป็นร่างให้เราสัมผัสได้ สัมผัสกับความสุขในความพยายามของพวกเราเอง




บางที...ความสุขก็มาจากจุดเริ่มต้นเล็กๆที่เราไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นความสุขได้

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

นิทรรศการออนไลน์ก็มีนะเออ

คุณรู้หรือไม่...ว่านิทรรศการก็จัดแบบออนไลน์ได้เหมือนกัน


ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักนิทรรศการกันก่อนดีกว่า


นิทรรศการมาจากภาษาอังกฤษ คำว่า Exhibition ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Display แปลว่าการจัดแสดง

ในประเทศไทยได้จัดนิทรรศการอย่างเป็นทางการครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่6 


นิทรรศการ คือ การจัดแสดงเนื้อหา ผลงานต่างๆ ที่ได้จัดทำขึ้นหรือรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่
โดยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้รับชมได้รับความรู้ ความเข้าใจ หรือแนวคิดต่างๆจากสิ่งที่จัดแสดง


โดยการจัดนิทรรศการนั้นมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงหลักๆ คือ
1. วัตถุประสงค์
2. ผู้ชมหรือกลุ่มเป้าหมาย 
3. เนื้อหา
4. ขนาดของนิทรรศการ
5. ค่าใช้จ่าย
6. ระยะเวลา


สิ่งที่นุ่นได้นำเสนอข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลการจัดนิทรรศการที่สำคัญแบบคร่าวๆเท่านั้น ต่อไปเรามาดูนิทรรศการออนไลน์ของเรากันดีกว่า

นิทรรศการออนไลน์นั้นคล้ายๆกับนิทรรศการที่จัดทั่วๆไป แต่จะมีสิ่งแตกต่างกันหลักๆเลยคือสถานที่
จัดแสดง เนื่องจากชื่อก็บอกอยู่แล้วว่านิทรรศการออนไลน์ เพราะฉะนั้นการจัดแสดงก็จะไม่ไปอยู่ตามสถานที่ต่างๆ แต่จะอยู่บนเว็บไซต์แทน ให้ผู้ชมสามารถรับชมออนไลน์ผ่านคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์
ที่สามารถเข้าถึง ได้ทุกที่ทุกเวลา

ส่วนที่น่าสนใจสำหรับนิทรรศการออนไลน์ก็คือลักษณะของการจัดแสดง ซึ่งทั้งหมดเป็นการจัดแสดงแบบออนไลน์ก็จริง แต่จะมีความแตกต่างกันตรงการออกแบบ หากผู้จัดสามารถออกแบบให้เสมือนได้เข้าไปดูจริงๆ หรือให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วมก็จะทำให้น่าสนใจและเป็นที่รู้จักมากขึ้น



ให้ข้อมูลกันมาพอสมควร นุ่นมีตัวอย่างนิทรรศการออนไลน์มาให้รับชม1งาน
เป็นนิทรรศการออนไลน์ ภาพเล่าเรื่องเมืองตานี โดย พันธกานท์ ตฤณราษฏร์
ตามlinkนี้เลยค่ะ >> http://www.oknation.net/blog/our-heart/2011/02/01/entry-1 

จะเห็นได้ว่านิทรรศการภาพเล่าเรื่องเมืองตานีนั้น ไม่ได้มีการออกแบบที่แตกต่างไปจากนิทรรศการภาพเล่าเรื่องอื่นๆเท่าไรนัก คือเป็นการนำเสนอภาพให้ดูทั่วๆไป แต่นิทรรศการภาพเล่าเรื่องส่วนใหญ่นั้น สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้รับชมก็คือภาพถ่ายนั่นเอง เพราะฉะนั้นการออกแบบการจัดแสดงอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าไหร่ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ภาพถ่าย หากภาพถ่ายสามารถเล่าเรื่อง ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกตามที่ผู้จัดแสดงต้องการให้เป็น ให้ผู้รับชมเข้าใจได้ได้ ก็ถือว่านิทรรศการนั้นค่อนข้างเป็นไปในทิศทางที่ดี หรือจะเรียกว่าประสบความสำเร็จในการจัดแสดงก็ว่าได้


สำหรับประเทศไทยนั้น นิทรรศการออนไลน์ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่มีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆถ้าเทียบกับเมื่อก่อน หลังจากนี้จะเป็นไปในทิศทางไหน จะได้รับความนิยมหรือไม่ คงต้องรอดูกันต่อไป


วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

จุดเริ่มต้น



ENDU MAGAZINE จุดเริ่มต้นของมันมาจากไหนกัน??
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ขอบอกตามตรงว่านิตยสารเล่มนี้เกิดขึ้นเพราะเป็นงานที่อาจารย์สั่งให้ทำ
นอกจากอาจารย์สั่งให้ทำแล้ว อาจารย์ยังจับกลุ่มให้ด้วย โดยการจับสลาก



และแน่นอนว่าการทำงาน ทุกคนคงอยากทำกับเพื่อนสนิท เพื่อนกลุ่มเดียวกัน เพราะจะได้ทำงานง่าย คุยกันง่าย หรือเหตุผลต่างๆกันไป ซึ่งนุ่นก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ทำไงได้ ในเมื่อมันเป็นแบบนี้ แก้ไขอะไรไม่ได้ งานของเราต้องเดินหน้าต่อไป สู้ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นและวางแผลให้ดีไม่ดีกว่าหรอ


สิ่งต่างๆค่อยๆก่อตัวขึ้นทีละนิด ตั้งแต่รูปแบบ ธีม คอลัมน์ เมนหลัก ข้อมูล รูปภาพ ฯลฯ
ไม่ใช่แค่วันเดียวที่ได้สิ่งเหล่านี้มาทั้งหมด มันต้องใช้เวลา แต่เวลามีจำกัดมากสำหรับมือใหม่อย่างพวกเรา ทุกอย่างที่ได้มาล้วนมีการเปลี่ยนแปลงมาแล้วอย่างน้อย2ครั้ง

กว่าจะได้หนังสือเล่มนี้มามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อมันออกมาเป็นรูปเป็นร่าง จนกลายมาเป็นเล่ม บอกได้คำเดียวว่า 'ภูมิใจ'

นุ่นไม่รู้ว่าหนังสืเล่มนี้จะโดนใจใครมั๊ย ถ้ามีคนอ่านจะชอบมันรึเปล่า อาจารย์จะชอบมั๊ย จะให้เกรดสวยๆรึเปล่า สำหรับตัวนุ่นเองคิดว่าหนังสือเล่มนี้คงไม่โดนใจใครหลายๆคนหรอก อาจจะมีแค่ส่วนน้อยที่ชอบหรือสนใจ อาจารย์อาจจะไม่ได้ให้เกรดสวยๆตามที่นุ่นหวัง แต่มันจะไปสำคัญอะไร ในเมื่อเราภูมิใจและมีความสุขกับผลงานชิ้นนี้ แล้วก็คิดว่าสักวันถ้ามีโอกาสดีๆ หนังสือเล่มนี้คงได้เข้าไปอยู่ในใจของใครหลายๆคน

ENDU MAGAZINE ... นิตยสารการศึกษาแนวใหม่ที่มุ่งเน้นทั้งข้อมูล ข่าวสาร สาระความรู้ และความบันเทิง

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

ว่าด้วยเรื่องหลักการและเหตุผล



Poster หนัง HUGO


อย่าเพิ่งตกใจคิดว่าครั้งนี้นุ่นจะซีเรียสนะคะ แต่วันนี้เราจะมาลองวิเคราะห์โปสเตอร์หนังอย่างมีหลักการกัน


ก่อนอื่นเลย มาดูกันก่อนว่า โปสเตอร์แผ่นนี้มีส่วนประกอบอะไรบ้าง
ฉากหลัง กุญแจ ตัวหนังสือ ที่เด่นๆคงมี3อย่างนี้ งั้นเรามาดูกันทีละอย่างดีกว่าค่ะ

ฉากหลังในโปสเตอร์นี้จะมีสีออกน้ำเงิน เขียวๆ ดำๆ ถ้าลองมองดีๆจะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นน้ำ หรือท้องฟ้ายามค่ำคืน

กุญแจ มีสีทอง ซึ่งเป็นสีพื้นฐานของกุญแจ ในรูปกุญแจจะมีสีทองที่เปล่งประกาย เงางาม ทำให้ดูมีคุณค่า ด้านบนจะเป็นตัวH ซึ่งเป็นอักษรย่อของชื่อหนังเรื่องนี้ ส่วนด้านล่างเป็นรูปหัวใจ ซึ่งแสดงถึงความรัก ความหวัง หรือใจ

ตัวหนังสือ มีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก เรียงไปตามลำดับความสำคัญ และมีสีทองเช่นเดียวกับกุญแจเพื่อให้เป็นไปในโทนเดียวดัน และดูสบายตา


พอลองๆวิเคราะห์ดูแล้ว โปสเตอร์นี้มีการใช้สีที่ดูง่าย สบายตา ภาพที่ใช้ประกอบมีความน่าสนใจ มีความหมายในตัว และใช้สีได้สอดคล้องกับพื้นหลัง 


เห็นมั๊ยหละคะว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย ทฤษฎีต่างๆที่มีในโลกบางที่มันก็เชื่อถือไม่ได้นะคะ เราต้องลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง บางทฤษฎีถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เรียนรู้แต่ไม่ได้ให้ทำตาม เพราะฉะนั้นเราก็เรียนรู้ทฤษฎีแล้วไปประกอบกับจินตนาการของเรา ไม่แน่นะคะ ผลงานของเราอาจจะไปเตะตากรรมการก็ได้ค่ะ

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ช้อปหยุดโลก!

ช็อปหยุดโลก!

ช็อปหยุดโลก!

ช็อปหยุดโลก!

ช็อปหยุดโลก!

ช็อปหยุดโลก! 
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
โปรโมชั่น BIG C ช็อปหยุดโลก 1 ธค.55 วันเดียวเท่านั้น! 






โอ้โห แค่เห็นข้อความกับใบปลิวนี้ก็ตื่นเต้นจนอยากช็อปกันแล้วใช่มั๊ยคะ

แต่ว่า1 ธันวามันผ่านไปแล้ว นุ่นเชื่อว่าเพื่อนๆหลายคนก็คงได้ไปช็อปกระจายสบายกระเป๋ากันมา



วันนี้นุ่นก็จะขอพูดถึง "สิ่งพิมพ์ที่มีอิทธิพลต่อสังคม"

          สิ่งพิมพ์มีหลายประเภท แบ่งได้ตาม วัตถุประสงค์ การใช้งาน การเรียนรู้

          สิ่งพิมพ์ที่นุ่นยกมาในวันนี้ คือ สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อเผยแพร่ข่าวสาร (โบรชัวร์)



ว่าแต่โบรชัวร์คืออะไร?

          "โบรชัวร์" นั้นเป็นที่มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า "Brochure"โดยใช้เรียกทับศัพท์ของ สิ่งพิมพ์ประเภทหนึ่ง ในความหมายที่แท้จริงแล้วคือโบรชัวร์หมายความถึงหนังสือเล่มเล็กซึ่งก็หมายถึง จะต้องมีการเย็บเล่ม เข้าด้วยกันนั่นเอง

          ลักษณะที่สำคัญของโบรชัวร์ หรือเอกสารเย็บเล่ม ก็คือ เป็นสิ่งพิมพ์เฉพาะกิจที่มุ่งเสนอข่าวสารเป็นการเฉพาะและต้องการ เนื้อหารายละเอียดที่สามารถบรรจุได้มากกว่าแผ่นพับทั่วๆไป รวมทั้งในการจัดทำโบรชัวร์จะมีการเอาใจใส่ในคุณภาพ ทางการพิมพ์มากกว่างานพิมพ์ประเภทจุลสาร

          ส่วนรูปแบบโบรชัวร์ มักจะทำเล่มแบบเย็บมุงหลังคา ซึ่งจะต้องมีปกหน้า-หลังด้วยนั่นเอง ปัจจุบันอาจจะมีหลายขนาดและอาจจะ ไม่เย็บเล่ม แต่เป็นการพับเก็บเล่มก็ได้  

          ตัวอย่างงานพิมพ์โบรชัวร์ที่พบเห็นโดยทั่วไป เช่น เอกสารโฆษณาสินค้า เอกสารแนะนำองค์กร บริษัท ร้านค้า เป็นต้น  



          ความหมายของโบรชัวร์ตรงตามที่เราได้เห็นกันทั่วๆไป คือ เป็นสิ่งพิมพ์เฉพาะกิจที่มุ่งเสนอข่าวสารเป็นการเฉพาะ โบรชัวร์เป็นการมุ่งเสนอข่าวสารการลดราคา การขายสินค้าโดยเฉพาะ ซึ่งโบรชัวร์นั้นจะมีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไปและไม่หนาจนเกินไป อ่านได้ง่าย สะดวก และมีสีสัน จึงสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้
          
          โบรชัวร์ที่ยกมานั้นมีการพาดหัวหรือการใช้ข้อความที่น่าสนใจ คือ  ช้อปหยุดโลก แล้วจึงมีข้อความต่างๆตามมาตามความเหมาะสม เมื่อผู้อ่านได้เห็นประโยคนี้กจะทำให้เกิดความสนใจที่จะอ่านในบรรทัดต่อๆไปตามมา ซึ่งเป็นการเสนอขายสินค้าที่มีความน่าสนใจแบบหนึ่ง



ทำไมสิ่งพิมพ์ชิ้นนี้จึงมีอิทธิพลต่อสังคม
          จากข้อความที่เป็นจุดสนใจในโบรชัวร์จึงทำให้ผู้คนอยากที่จะรู้ข้อความต่อๆไป และมีการโปรโมทเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ผู้คนสนใจ บางคนถึงกับตั้งตารอคอยวันที่ 1 ธันวาคม 2555 หรือบางคนอาจจะอยากรู้ว่า ช็อปหยุดโลกจริงหรอ ลดราคาเยอะขนาดนั้นจริงหรอ จึงทำให้ในวันดังกล่าวห้างบิ๊กซีทุกสาขาทั่วประเทศเต็มไปด้วยขาช็อป บางคนอาจจะได้ของกลับมาเยอะ บางคนได้กลับมาน้อย หรือบางคนอาจไม่ได้อะไรกลับมาเลย แต่ก็คงไม่สำคัญเท่ากับ การโปรโมทด้วยโบรชัวร์ ของบิ๊กซีครั้งนี้ได้รับความสนใจจากคนในสังคมเป็นจำนวนมาก

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ว่าด้วยเรื่อง โปสเตอร์หนัง

วันนี้เราจะมาพูดถึงสื่อสิ่งพิมพ์กัน

เคยสงสัยมั๊ยว่า แบบไหนถึงเรียกว่าสื่อสิ่งพิมพ์


     “สื่อสิ่งพิมพ์” คือ “สิ่งที่พิมพ์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นกระดาษหรือวัตถุใดๆ ด้วยวิธีการต่างๆ อันเกิดเป็นชิ้นงานที่มีลักษณะเหมือน ต้นฉบับขึ้นหลายสำเนาในปริมาณมากเพื่อเป็นสิ่งที่ทำการติดต่อ หรือชักนำให้ผู้อื่นได้เห็นหรือทราบ ข้อความต่างๆ”


ทีนี้เราก็รู้จักสื่อสิ่งพิมพ์กันแล้วนะคะ วันนี้นุ่นมีสื่อสิ่งพิมพ์ที่ชอบมานำเสนอ



นั่นก็คือโปสเตอร์หนังค่ะ




โปสเตอร์หนังเรื่อง Cinema Paradiso (เป็นหนังของประเทศ อิตาลี)

ถ้าถามว่าทำไมถึงชอบโปสเตอร์หนังเรื่องนี้หรอคะ ลองมาอ่านคำอธิบายข้างล่างกันดีกว่า

ไม่แน่นะถ้าเห็นการสื่อความหมายของโปสเตอร์ชิ้นนี้อาจจะชอบเหมือนที่นุ่นชอบก็ได้นะคะ



ในภาพจะเห็นว่ามีผู้ใหญ่และเด็กกำลังขี่จักรยานด้วยกัน บนเส้นทางหนึ่ง ซึ่งทางนั้นก็คือแผ่นฟิล์มที่ทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุด นั่นแสดงให้เห็นว่าในหนังเรื่องนี้มีผู้ใหญ่และเด็กเป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยมีความเกี่ยวข้องกับฟิล์มภาพยนตร์ หรือบนเส้นทางของฟิล์มนั่นเอง และสีสันในภาพนั้นก็เป็นโทนสีที่ค่อนข้างคลาสสิค ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ฟิล์มมันมีความคลาสสิคในตัวของมันเองด้วยค่ะ

สั้นๆง่ายๆแค่นี้ คือสิ่งที่นุ่นได้รับการสื่อมาจากโปสเตอร์แผ่นนี้


นุ่นไม่รู้ว่าจริงๆแล้วคนที่ออกแบบโปสเตอร์เขาต้องการสื่อความหมายเช่นนี้หรือไม่ แต่นุ่นคิดว่า อย่างน้อยนุ่นก็น่าจะเดาถูกสักอย่างแหละเนอะ



เห็นโปสเตอร์แล้วก็อย่าลืมไปหาภาพยนตร์เรื่อง  Cinema Paradiso มาดูกันนะคะ 

ภาพยนตร์เรื่องนี้การันตีด้วยรางวัลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

     - รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์แห่งเมืองคานส์ เมื่อปี 1989 

     - รางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมในปี1989

     - รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาขาใช้ภาษาต่างประเทศ

     - รางวัลลูกโลกทองคำ และบาฟต้า ในปี 1990

รางวัลการันตีเยอะขนาดนี้ไม่หามาดูไม่ได้แล้วหละค่ะ แต่อาจจะหาดูยากหน่อยนะ เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างและออกฉายเมื่อปี 1988

แต่ถ้ายังจำกันได้ อุทยานการเรียนรู้ TK Park ที่นุ่นเคยได้แนะนำไป ที่นั่นมีภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ดูแน่นอนค่ะ


วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เมืองมุมฉาก


เรื่องย่อ
          5 เรื่องสั้น ในฉากมหานครนิวยอร์กก่อนโศกนาฏกรรม 9/11 "เมืองมุมฉาก" คือหนังสือเล่มแรกของ ปราบดา หยุ่น ที่สร้างความฮือฮา เมื่อวางแผงในปี พ.ศ. 2543 ก่อนที่ปราบดาจะได้รับรางวัลซีไรต์ จาก ความน่าจะเป็น ในปี พ.ศ. 2545 ปราบดาใช้ประสบการณ์ที่ได้จากการพำนักอาศัยร่ำเรียนในนิวยอร์กอยู่นาน 6 ปี ถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องสั้นเกี่ยวกับตัวละคร 5 แบบ ศิลปินชาวญี่ปุ่น นักสืบชาวจีน นางแบบสาวชาวฝรั่งเศส อดีตกวีใหญ่ชาวรัสเซีย และพ่อลูกหนึ่งชาวไทย ทั้งหมดใช้ชีวิตอย่างมีปมขมหวาน เชื่อมโยงกับตำนานในแต่ละย่านของนิวยอร์ก





          หนังสือ'เมืองมุมฉาก' เขียนโดย ปราบดา หยุ่น ตอนแรกที่เห็นแค่เห็นชื่อหนังสือก็สนใจแล้ว แต่พอลองเปิดผ่านๆข้างใน ตัวหนังสือเยอะแยะเต็มไปหมด เริ่มรู้สึกขี้เกียจอ่าน แต่ด้วยความที่คนขายบอกว่าเล่มนี้สนุกนะ จึงลองอ่านดูสักนิด แค่นั้นแหละ ติดใจต้องซื้อกลับไปอ่านต่อที่บ้านเลยทีเดียว


          หนังสือเล่มนี้ได้รวม5เรื่องสั้น ผ่านตัวละครที่แตกต่างกัน เหตุการณ์ที่ต่างกัน แต่เกิดขึ้นในมหานครนิวยอร์กเหมือนกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม เหมือนเป็นการสะท้อนปัญหาของสังคม ถึงแม้เหตุการณ์ในหนังสือจะเกิดขึ้นที่ มหานครนิวยอร์ก แต่ก็อาจจะพบเจอได้บ่อยครั้งเมื่ออยู่ประเทศไทย ทำให้คิดว่าเขาเขียนจนเราอินไปกับหนังสือรึเปล่านะ หรือมันเกิดขึ้นจริงจนเราชิน


          อ่านหนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่ได้เห็นปัญหาของสังคมเท่านั้น ยังได้เห็นวิถีชีวิต ความคิดที่แตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างนั้นล้วเกิดมาจากประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ แม้แต่ตัวละครที่เป็นเด็กในหนังสือเล่มนี้ ก็สามารถคิดได้ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นถูกหรือผิด เด็กคนหนึ่งไม่เคยได้เรียนรู้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหรือคล้ายคลึงกันจึงทำให้ไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิด ต่างจากเด็กอีกคนที่เคยได้เรียนรู้ผ่านญาติผู้ใหญ่ ทำให้หวนคิดได้ว่า สิ่งที่เราทำอยู่นั้นมันไม่ดีนะ


          สำหรับคนที่คิดว่าจะใช้การลำดับเหตุการณ์อย่าง ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ กับหนังสือเล่มนี้แล้วละก็ ต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรนัก เพราะในหนังสือเล่มนี้มีการเขียนที่เดาทางยากมีการผูกเรื่องในแบบที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เกิดขึ้นได้ในหนังสือเล่มนี้ นอกจากนั้นหนังสือเล่มนี้ยังทำให้อินไปกับมัน รู้สึกเพลิดเพลิน สนุกสนาน และชวนให้ติดตามอยู่ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะมีเรื่องขำขันที่ปนความแสบ  มีเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ หรือแม้กระทั่งสำนวนการเขียนที่น่าสนใจของคุณปราบดา หยุ่น

       

           ลองมาดูเรื่องย่อกันสักตอนอาจทำให้ยิ่งอยากไปหามาอ่านกันมากขึ้น
           มีพ่อลูกคู่หนึ่ง เดินทางจากเมืองไทยไปยังมหานครนิวยอร์ก การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนขอผู้เป็นย่าของเด็ก ด้วยเหตุผลที่ว่า คนเมืองนอกนั้นต่างจากเมืองไทย ทั้งนิสัยใจคอ การใช้ชีวิต หน้าตา ความประพฤติ และอีกหลายๆอย่าง หากพาไปเมืองนอกตั้งแต่เด็กๆ ไปโตที่นั่นจะทำให้พูดภาษาไทยไม่ได้ ไม่รู้วัฒนธรรมไทย มีพฤติกรรมเหมือนคนที่นู่น แต่ผู้เป็นพ่อนั้นกลับคิดต่างกัน คือคิดว่าถ้าพาไปตั้งแต่เด็กๆจะได้พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง ความคิดความอ่านจะโตกว่าเด็กไทยในวัยเดียวกันเมื่อกลับมาเมืองไทย ซึ่งสุดท้ายผู้เป็นพ่อก็สามารถพาลูกไปยังมหานครนิวยอร์กได้ตามต้องการ การเดินทางมาครั้งนี้ทำให้เด็กชายคนนี้ได้เรียนรู้เหตุผลต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัว  และจากการเรียนรู้นั้น เมื่อเจอเหตุการณ์ที่เหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ เด็กก็สามารถหาทางออกให้มันด้วยเหตุผลง่ายๆเหมือนที่พ่อและย่าหาเหตุผลง่ายๆขึ้นมาเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ

          เรื่องทั้งหมดจบลงด้วยเหตุผลง่ายๆ




        หากใครได้ลองอ่านแล้วก็ คงจะติดใจไม่น้อยกับ'เมืองมุมฉาก'